ว่าด้วยฟิงเกอร์บอร์ด และสเกล
ฟิงเกอร์บอร์ด คือ คอกีตาร์ ด้านบนและสเกลหรือช่วงยาวของคอกีตาร์นั่นเอง เราลองมารู้จักรายละเอียดดูนะว่าเจ้า 2 สิ่งนี้มันเกี่ยวดองสัมพันธ์กันอย่างไรบ้างเมื่อพูดถึงกีตาร์ fender แล้วก็คงจะไม่มีคนที่เล่นกีตาร์คนไหนไม่รู้จัก เมื่อเราลองดูไปที่ fender รุ่นเก่า ๆ จะสังเกตได้ว่าฟิงเกอร์นั้นจะมีความโค้ง(เมื่อมองรูปตัดขวางของคอกีตาร์)มากกว่า กีตาร์รุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดน้อยกว่า ไม่เกี่ยวกับกีตาร์คลาสสิกนะคะเพราะกีตาร์คลาสสิกจะมีฟิงเกอร์บอร์ดที่แบนราบ บางคนอาจจะบอกว่าเนื่องมาจากความแตกต่างและความถนัดของแต่ละคน นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนอื่น ๆ ก็คือสไตล์การเล่นแนวเพลงในรุ่นใหม่ ๆ นั้นมีความแตกต่างไปจากเดิมคือนักดนตรีในปัจจุบันมักจะเน้นการเล่นที่รวดเร็ว นอกจากจะอาศัยความสามารถส่นตัวของแต่ละคนแล้ว เครื่องดนตรีก็มีส่วนสำคัญด้วยคือการที่กีตาร์มี touching ที่ต่ำหรือระยะระหว่างสายกับฟิงเกอร์บอดต่ำมาก ๆ จะช่วยให้สะดวกในการเคลื่อนนิ้วบนฟิงเกอร์บอร์ด และนอกจากนี้การที่ต้องมีการดันสายเพื่อสร้างความไพเราะและหลากหลายในบทเพลง กีตาร์ลักษณะดังกล่าวคือมีความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดน้อย ๆ จะได้เปรียบกว่ามาก บางคนอาจจะยังนึกไม่ออกว่ามันจะไปเกี่ยวกันยังไง
สำหรับคนที่มีกีตาร์ fret เล็กอยู่แล้วนั้นและเวลาเล่นโซโล่รู้สึกไม่มัน ก็อาจจะแก้ไขโดยการทำ scallop หรือขุดฟิงเกอร์บอร์ดออกก็ได้ถ้าไม่เสียดาย การขุดฟิงเกอร์บอร์ดก็คือการขุดเนื้อไม้ช่องที่อยู่ระหว่าง fret ให้เว้าลงไปเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเล่นก็จะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับกีตารืที่มี fret ใหญ่ เวลาดันสายหรือเขย่าสายจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่า แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยก็อาจจะเจ็บมือหรือรำคาญบ้าง เล่นซักพักก็จะชินไปเอง แต่ถ้าไม่จำเป็นแล้วผมว่าควรจะเลือกซื้อกีตาร์ที่มี fret ใหญ่เลยดีกว่าซื้อแบบที่มี fret เล็กแล้วมาทำ scallop ทีหลังนะครับ ถ้าคิดจะเล่นแนวนี้แล้ว
คราวนี้มาพูดถึงเรื่องของสเกลบ้าง ไม่ใช่การไล่สเกลหรือบันไดเสียง แต่หมายถึงช่วงยาวของฟิงเกอร์บอร์ด ซึ่งสามารถแบ่งได้ 3 สเกลคือ สั้น กลาง และยาว
สเกลสั้น จะมีความยาว 62 เซนติเมตร เช่น gibson
สเกลกลาง จะมีความยาว 64 เซนติเมตร เช่น paul reed smith
สเกลยาว จะมีความยาว 65 เซนติเมตร เช่น fender
Gibson
|
Paul Reed Smith
|
Fender
|
ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ผลต่างของแต่ละสเกลนั้นบางคนอาจจะคิดว่าสเกลสั้นจะเล่นง่ายกว่า เหมาะสำหรับคนนิ้วสั้น แต่อันที่จริงแล้วถ้าคุณลองกางนิ้วออกเต็มที่ลงบนคอกีตาร์ที่มีสเกลยาว และคอกีตาร์ที่มีสเกลสั้น ความแตกต่างเต็มที่ก็ไม่เกิน 2 มิลลิเมตร ซึ่งมันก็อาจจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่ในความจริงแล้วส่วนที่มีผลก็คือยิ่งสเกลยาวสายกีตาร์ก็จะมีความตึงมากกว่า สายขของกีตาร์ที่มีสเกลสั้นทำให้รู้สึกเล่นยากเพราะว่าสายยิ่งตึงมากก็จะแข็งทำให้เจ็บนิ้ว คุณอาจจะลองทดสอบดูเองได้ในเรื่องของสเกลสั้นนั้นสายจะหย่อนกว่าสเกลยาว โดยการที่คุณตั้งสายแบบมาตรฐานคือ E A D G B E แล้วคุณคาดคาโป้ที่ช่อง 1(ลดสเกลลง) ซึ่งจะมีผลทำให้เสียงของแต่ละตัวโน๊ตสูงขึ้นครึ่งเสียง เพราะฉะนั้นถ้าต้องการทำให้ได้เสียงกีตาร์มาตรฐานคุณจะต้องหย่อนสายทุกสายลงมาครึ่งเสียงให้เป็น E A D G B E เหมือนเดิม เมื่อคุณหย่อนสายลงสายก็จะนิ่มขึ้นทำให้รู้สึกเล่นง่ายขึ้น เนื่องจากการที่เราลดสเกลลงมานั่นเอง (คาดคาโป้ที่ช่อง 1)
ข้อดีข้อเสียของจำนวน fret ก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเหมือนกัน เช่นกีตารืที่มี 24 fret จะทำให้เราสามารถเล่นโน๊ตได้มากกว่าแบบที่มี 22 fret แต่ข้อเสียก็คือกีตาร์ที่มี fret มากย่อมทำให้ช่องว่างที่จะวาง pick up (ช่องระหว่างคอถึงหย่อง) แคบลง การวาง pick up ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กันมากขึ้น ทำให้ระดับเสียงแตกต่างกันน้อยลง ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาโดยการใช้ pick up ที่ต่างรุ่นกัน โดยอาศัยคุณสมบัติของ pick up แต่ละตัวเป็นหลัก สำหรับกีตาร์จึงไม่มีปัญหามากนัก แต่สำหรับเบสจะมีปัญหามากคือถ้าวาง pick up ใกล้กันมากความแตกต่างของเสียงก็จะน้อยลง ซึ่งถ้าจะวาง pick up ให้ห่างกันมาก ๆ เพื่อให้ได้ความแตกต่างของเสียงแล้วจะทำให้ pick up neck หรือ pick up ตัวที่อยู่ใกล้คอกีตาร์ติดกับคอกีตาร์มากเกินไป ทำให้ไม่สะดวกในการเล่นแบบตบเบส ส่วนกีตาร์ที่มี fret น้อย ๆ เช่น 22 fret จะทำให้มีช่องว่างในการวาง pick up มากขึ้นสามารถวาง pick up ห่างกันมาก ๆ ได้ ทำให้ได้ความแตกต่างระหว่างเสียงมากกว่า
กีตาร์ 8 สาย ที่ 3 สาย บนใช้สายของกีตาร์เบส ต้องจัด fret เป็นรูปพัด เพื่อให้ได้เสียงที่ถูกต้องแปรผันตามขนาดสาย
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น